ส่องความสวยรอบ Preliminary ของ 40 สาวงามเวที Miss Universe Thailand 2016

ส่องความสวยรอบ Preliminary ของ 40 สาวงามเวที Miss Universe Thailand 2016

ส่องความสวยรอบ Preliminary ของ 40 สาวงามเวที Miss Universe Thailand 2016

         ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว สำหรับรอบตัดสินการประกวดเวที Miss Universe Thailand 2016 ซึ่งบอกเลยว่าเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ และในรอบ Preliminary ก่อนขึ้นเวทีรอบตัดสินวันพรุ่งนี้ บรรดาเหล่าสาวงามก็ได้ขึ้นประกวดในรอบชุดว่ายน้ำและชุดราตรี ได้รวบรวมภาพเหล่าสาวงามมาฝาก ใครเป๊ะ ใครปังมาดูกันเลย

และสาวงามที่ได้รับรางวัลพิเศษ MISS UNIVERSE THAILAND 2016 Special Awards 4 รางวัลพิเศษ ที่ประกาศในรอบการประกวดพรีลิม เมื่อคืนที่ผ่านมา

– Miss Smile by Muang Thai Insurance is No.18 Ms.Adcharee Buakeaw
หมายเลข 18 น้องเทียน นางสาวอัจฉรี บัวเขียว

– MISS Beauty – Elegance by Singha Drinking Water (น้ำดื่มสิงห์) is No.18 Ms.Adcharee Buakeaw
หมายเลข 18 น้องเทียน นางสาวอัจฉรี บัวเขียว

– AIS Digital Girl award is No.03 Ms.Lapatthida Kongraphan
หมายเลข 3 น้องมิ้นท์ ลพัฏร์ฐิดา คงกระพัน

– Creative Thai Costume award is No.14 Ms.Chalita Suansane
หมายเลข 14 น้ำตาล นางสาวชลิตา ส่วนเสน่ห์

เช็คดวงกับหมอช้าง 3 ราศีที่ต้องระวังอย่างมาก ในช่วงเดือนกรกฎาคม

หมอลักษณ์ ทศพร ศรีตุลา โพสต์เฟชบุ๊ค พยากรณ์โดยบอกว่าช่วงเดือนกรกฎาคมจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

ช่วงเวลาแห่งความแรง

ดวงดาวช่วงนี้เริ่มมีความแรงมากผิดปกติ มีผลในช่วง 2 เดือนจากนี้ไป แต่จะแรงสุดในเดือนกรกฎาคม ความแรงจากภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหวใหญ่ ภูเขาไฟระเบิด ไฟไหม้ใหญ่ เหตุการณ์ไม่คาดฝัน อาจส่งผลทั้งในเมืองไทย และต่างประเทศ ที่จริงทุกราศีต้องระวัง แต่จะมี “ราศี” ที่ต้องดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ เจ้าภาพหลักได้แก่ “ราศีเมษ” (14 เมษายน – 14 พฤษภาคม ) ส่วนเจ้าภาพร่วมคือราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์ – 14 มีนาคม) และ”ราศีตุลย์” (18 ตุลาคม – 16 พฤศจิกายน) จะส่งผลให้จิตใจเหมือนลมเพลมพัด มีทุกขลาภ ได้อย่างเสียอย่าง งานวุ่นวายถูกแก้ไข เลื่อน ยกเลิก ระวังเรื่องการเดินทาง รถยางแบน

คำแนะนำ ทำบุญด้วยเลข 9 ในวันพฤหัสบดี หรือวันเสาร์ เข้าโบสถ์สวดมนต์ทำวัตรเช้าหรือเย็น บริจาคโลงศพ ทำบุญโรงพยาบาลสงฆ์ ไหว้ศาลหลักมือง

ขอบคุณที่มา เฟชบุ๊ค หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา

เติ้ล ควบผู้จัดฯ ผู้กำกับครั้งแรก พิถีพิถัน กาลครั้งหนึ่ง…ในหัวใจ

เป็นครั้งแรกที่ เติ้ล-ตะวัน จารุจินดา ควบตำแหน่งผู้จัดละคร และผู้กำกับ ค่ายมงคล การละคร  ช่อง 7 สี  กับละครหลังข่าวค่ำสไตล์โรแมนติกดราม่าทางเลือกใหม่ที่จะทำให้แฟนๆ “กาลครั้งหนึ่ง…ในหัวใจ” ฟินทั่วบ้านทั่วเมือง ด้วยการพิถีพิถันด้านการแสดง และมุมกล้องที่ทันสมัย เจ้าตัวยอมรับว่าหนัก..เหนื่อย แต่แฮปปี้

“ครั้งนี้เป็นการทำงานที่เหนื่อยที่สุดตั้งแต่อยู่วงการบันเทิงมา แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากเช่นกัน ตอนเป็นนักแสดงเราดูแลแค่ตัวเอง พอเป็นผู้จัดละครก็ดูภาพรวมทั้งหมด ส่วนเรื่องนี้กำกับเองก็ต้องดูรายละเอียดทุกเม็ดตั้งแต่หาตัวนักแสดง..ดูบท..หาโลเกชั่นถ่ายทำ และแอ็คติ้งนักแสดง คือลงลึกทุกด้านใช้พลังกับการทำงานเยอะ

เป็นละครหลังข่าวค่ำเรื่องที่ 2 ของ มงคล การละคร แต่เป็นครั้งแรกที่ผมกำกับละครกลางคืน มีถ่ายทำทั้งประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น เลยต้องเตรียมงานกันนานพอสมควร ต้องรอธรรมชาติว่าไปญี่ปุ่นช่วงไหนจะเห็นใบเมเปิ้ล ผมมีภาพในหัวอยู่แล้วเหลือแค่ดึงออกมาสร้างเป็นองค์ประกอบละครให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะ มิกค์ ทองระย้า กับ น้องพิม-พิมประภา ตั้งประภาพร พระ-นางของเรื่อง

ตอนแรกที่จับคู่ก็คิดแค่น่ารักเหมาะสม แต่พอเห็นการแสดงของทั้งคู่ละมุนเข้ากันจนขนลุก ปกติพระเอกสูงกับนางเอกตัวเล็กจะดูไม่เข้ากัน แต่มิกค์กะพิมไม่เป็นแบบนั้นยิ่งเวลาอินเนอร์เข้าถึงตัวละครในฉากผมนี่ฟินตามเลย โชคดีมากครับที่ได้ทำงานกับนักแสดงกลุ่มนี้ทุกคนอดทนตั้งใจ และช่วยเหลือทีมงานอย่างดี พอเราทำงานง่ายก็มีไอเดียในการคิดหามุมกล้องใหม่ๆ กล้องแต่ละชนิดก็นำมาใช้กับขนาดภาพที่แตกต่างกัน ช่วยในเรื่องการสื่ออารมณ์ของภาพ และตัวละคร เป็นฟังก์ชั่นแถมให้แฟนๆ ได้เพลินตาเพลินใจไปกับละครเรื่องนี้ครับ ”

ละมุนไปกับ “กาลครั้งหนึ่ง…ในหัวใจ” พร้อมกัน ทุกคืนวันพุธ-พฤหัสบดี 20.30 น. ช่อง 7HD เริ่มตอนแรก!! วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคมนี้


แต่งวินเทจแบบชิคๆ กับ 6 ไอเท็ม แฟชั่นยุค 40’s

แต่งวินเทจแบบชิคๆ กับ 6 ไอเท็ม แฟชั่นยุค 40’s

แต่งวินเทจแบบชิคๆ กับ 6 ไอเท็ม แฟชั่นยุค 40’s

ช่วงที่ผ่านมาหลายคนอินกับยุค 90’s ไปเยอะแล้ว ทั้งแฟชั่น เมกอัพ ไปจนถึงเรื่องไลฟ์สไตล์ ดูหนัง ฟังเพลง คราวนี้ ChicMinistry ขอพาสาวๆ ย้อนไปไกลกว่านั้นสัก 50 ปี หยิบแฟชั่นยุค 40’s ขึ้นมามิกซ์ให้เก๋ ด้วย 6 ไอเท็มนี้ ที่จะทำให้สาวๆ กลายเป็นมาดามที่ดูโมเดิร์นไม่หลงยุคแน่นอน มีอะไรบ้างมาดูกัน

กางเกงขาสั้นเอวสูง

ขาดไม่ได้เลยถ้าพูดถึงความวินเทจ ต้องเอวสูงเท่านั้นนะจ๊ะ ส่วนขาสั้นจะทำให้มิกซ์เข้ากับเสื้อได้หลายแบบค่ะ อาจจะเปลี่ยนจากยีนส์เป็นผ้าเรยอนหรือผ้าฝ้ายที่ให้อารมณ์วินเทจเพิ่มขึ้นก็ได้นะคะ

เสื้อทรงแขนกระดิ่ง

เติมความเริ่ดด้วยเสื้อทรงแขนกระดิ่งจับคู่กับกางเกงตัวโปรด แต่จะให้คลิกสุดๆ ต้องเป็นยีนส์เอวสูงเลยค่ะ หรือจะมาเป็นเดรสเลยจะได้ลุคสาวหวานไปอีก

ผ้าพันคอแบบ NECKERCHIEFS

จะหาเป็นลายหรือสีพื้นก็ได้ค่ะ เปลี่ยนจากโชกเกอร์มาเป็นผ้าพันคอแบบนี้จะได้ไม่เบื่อ ทริคเล็กๆ คือการเลือกเนื้อผ้าให้เข้ากับชุดที่ใส่ เช่นผ้าซาตินกับชุดเดรสหรือจัมพ์สูท

SLIP DRESSES

เดรสผ้าซาตินเรียบๆ ที่ใส่แล้วดูเบาสบายเน้นสีพื้นๆ หลายคนบอกว่าเหมือนชุดนอนใช่มั้ย  แค่ใส่เครื่องประดับเก๋ๆ สักชิ้นก็กลายเป็นชุดที่ให้อารมณ์สาวเซ็กซี่ วินเทจเบาๆ แล้วล่ะค่ะ  หรือถ้าชิคมากกว่าเดิม แนะนำให้ใส่เสื้อไว้ด้านในด้วยเลยก็ได้ค่ะ

PATTERNED JUMPSUITS

จั๊มพ์สูทพิมพ์ลาย จะเป็นลายทางหรือกราฟิกก็แล้วแต่ความความชอบของสาวๆเลย เพิ่มหมวกปีกกว้างสักใบเข้าไป เธอจะกกลายเป็นมาดามสวยหรูดูแพงในบัดดล

กางเกงยีนส์ขาตรง

เขาว่ายีนส์นี่ฆ่าไม่ตาย! ผ่านมากี่ทศวรรษก็ต้องมียีนส์เป็นไอเท็มทุกซีซั่น  แต่คราวนี้จะให้เข้ากับยุค 40 ก็ต้องเป็นยีนส์ทรงตรงนะจ๊ะถึงจะดีงาม จับแมตช์กับอะไรก็ดูดี  เป็นสาวขาลุยหรือสาวเปรี้ยวแค่เปลี่ยนเสื้อเท่านั้นเอง

แฟชั่นหมุนกลับมาเป็นวงกลมค่ะสาวๆ  แค่เรารู้จักMix n’ Match เสื้อผ้าหน้าผมให้เข้ากัน และเหมาะกับสไตล์ตัวเอง  ถึงจะเอาเสื้อสมัยคุณยายยังสาวมาใส่ก็สวยได้นะ จะบอกให้!

รีวิว อุทาหรณ์ ทำปากกระจับคิดดีๆ ก่อน ไม่งั้นพังเช่นเธอคนนี้

รีวิว อุทาหรณ์ ทำปากกระจับคิดดีๆ ก่อน ไม่งั้นพังเช่นเธอคนนี้

รีวิว อุทาหรณ์ ทำปากกระจับคิดดีๆ ก่อน ไม่งั้นพังเช่นเธอคนนี้

การทำศัลยกรรม นอกจากความตั้งใจที่จะเพิ่มความสวยแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ตามมาด้วยแบบติดๆ นั่นคือ ความเสี่ยงค่ะ เหมือนเช่นสาวประเภทสองคนนี้ สมาชิกจากเว็บไซต์ดัง pantip.com

เธออยากสวย มีปากกระจับที่ได้รูป จึงได้ตัดสินใจไปทำศัลยกรรม แต่ทำออกมาแล้ว ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ เธอต้องเจออะไรบ้าง ตามมาดูรีวิวเพื่อเป็นอุทาหรณ์กันเลยค่ะ

 

(รีวิว) อุทาหรณ์ ทำปากกระจับคิดก่อนทำดีๆ และปัญหาเมื่อไปทำฟัน เป็นความผิดพลาดที่สุดในชีวิตเราค่ะ

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาบอกเล่าประสบการณ์หลังจาก ทำปากกระจับและปัญหาเกี่ยวกับการทำฟันนะคะ เราจะไม่ขอเล่าในส่วนขั้นตอนการทำปากกระจับนะคะ เพราะขั้นตอนการทำมันง่ายและรวดเร็วไม่เกินชั่วโมงก็เสร็จ แต่หลังจากนั้นมันเป็นปัญหาที่ยาวนานและตลอดชีวิต

เริ่มแรกนะคะคือปากของเราเนี่ย ไม่ได้ใหญ่เลย และยิ้มกว้างมากแต่ที่อยากทำปากกระจับเพราะว่าอยากจะมีปากที่สวยงามเหมือนเด็กสาว ตอนทำเสร็จใหม่ๆ นี่ทรมานมากที่สุดค่ะ แปลงเพศว่าทรมานแล้ว (เราเป็นสาวประเภทสอง) ทำปากทรมานกว่ามากค่ะ เพราะจะกินอะไรไม่ได้เลย แปงฟันไม่ได้ กินได้แต่นมค่ะ ลำบาก แล้วปากเรากว่าจะได้ตัดไหม 14 วันเลย เพราะว่ามันไม่ยอมแห้ง และเหวอะบางส่วนเพราะเราดึงหนังที่มันเป็นคราบแข็งออกทำให้ไหมบางส่วนหลุด

ทุลักทุเล ลำบากมากๆ กว่าจะหายและกินข้าวได้ โอเคตอนแรกเราว่าจะไม่โพสต์ภาพตอนทำแล้ว แต่โพสต์ดีกว่านะคะเพื่อให้ครบองค์ประกอบ

เราทำเมื่อ 18 กันยายน 2015 เป็นวันแรกที่ทำค่ะ เรามาดูภาพกันนะคะ

ตอนนั้นที่ทำ เราไม่ได้บอกหมอและไม่ได้คุยอะไรมากมาย นอนบนเตียงและทำเลย ตามที่หมอต้องการค่ะ ขอไม่บอกนะคะว่าคลีนิคไหน เพราะไม่ได้ต้องการอะไรจากคลีนิคอีกแล้วค่ะ

ทำเสร็จแอบตกใจกระจับเพราะมัน งอนเหมือนนกเงือกที่ป่าอเมซอนเลยค่ะ เราก็บอกว่าโอเคๆ บวมอยู่นะคะ และต่อไปจะเป็นภาพวันต่อๆ ไปนะคะ ที่เป็นวันที่อันตรายและทรมานที่สุดในชีวิตของเราเลยล่ะค่ะ นับจากแปลงเพศก็ทำปากนี่ล่ะ ตอนทำไม่เจ็บเพราะยาชา แต่ยาชาหมดฤทธิ์นี่ล่ะเจ็บมากๆ

สำหรับรูปวันที่ห้าเห็นอะไรไหมคะ ภาพข้างๆ คือเป็นจะงอยชัดเจน เหมือนเอายางมารัดตรงปลายปากเลย ข้างๆ เหมือนไม่มีเนื้อเลย ตอนนั้นเริ่มนอยและคิดว่า เอิ่มมมมม มันทุเรศมากจริงๆ แต่ก็แอบปลอบใจว่าแค่ 5 วันเอง

และภาพที่เราถ่ายวันสุดท้ายก่อนไปหาหมอ ครบ 7 วันค่ะ เห็นอะไรไหม จะงอย ยังอยู่ตอนนั้นเรานอยมากแต่แอบดีใจนึกว่าได้ตัดไหม แต่ก็ไม่ได้ตัดเพราะแผลเหวอะไหมหลุดบางส่วนและแผลไม่แห้งค่ะ กว่าจะได้ตัดก็ผ่านไปอีก 7 วัน

ความทรมานนอกจากการกินคือ หัวเราะและยิ้มไม่ได้เลยเหมือนแผลจะฉีกค่ะ แต่ก็ผ่านมาได้นะคะ เอาล่ะต่อไปเราจะเล่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ เมื่อแผลหายดีแล้ว เรานวดแบบคลึงๆๆๆ ตลอดตามที่หมอแนะนำและคนในเน็ตแนะนำเพราะมันจะเป็นผังผืดและปากจะดึงหุบเข้าไป

เราก็นวดตามที่เขาบอกล่ะค่ะ แต่ก็ไม่ได้นิ่มแต่อย่างใด ยิ่งนวดก็ไม่เห็นจะนิ่มเลย ปากแข็งมากตึงมากยิ้มไม่ได้ค่ะ และยิ้มเห็นเหงือก ก่อนทำปากเราจะยิ้มสวยมากและไม่เห็นเหงือกค่ะ ที่ไปทำเพราะคิดจะทำแค่ปากบนให้เป็นกระจับ

ปัญหาที่เราเจอคือ ปากเล็กลงมากและยิ้มไม่ได้มาก ตอนนี้ผ่านไปเกือบๆ จะหนึ่งปีแล้ว ยังยิ้มได้ไม่เต็มที่เลยเพราะมันตึงที่ปากบนและ ขอบปากเหมือนเล็กลงจนยิ้มกว้างไม่ได้เลยค่ะ

คือสวยนะเวลาไม่ยิ้ม แต่เวลายิ้มคือดูเหมือนผีมากๆ ค่ะ จนเราไม่กล้ายิ้มและไม่อยากยิ้มเลย เพื่อนเราก็ทักว่ายิ้มไม่สวยเลยและเห็นเหงือก เราเลยพยายามยิ้มแบบฝืนๆ แต่มันก็ดูรู้ว่าฝืนเพราะปากมันตึงและเหมือนถูกดึงเวลายิ้มค่ะ

จากคนปากกว้างยิ้มสวยกลายเป็นปากเล็กเท่ารูเข็มเหมือนเปรต และไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลยเวลายิ้ม เวลาไม่ยิ้มเหมือนเราเซ็กซี่นะคะ แต่เวลายิ้มคือดูทุเรศมากๆ

ตอนนี้เราจะโพสต์รูป ก่อนที่จะทำปากนะคะ เพื่อให้ดูข้อเปรียบเทียบและจะได้หวาดกลัวกันบ้าง การศัลยกรรมทำให้แย่ลงได้ ถ้าไม่เลือกหมอดีๆ และที่สำคัญร่างกายของเราพร้อมไหม เพราะเราคิดว่าเนื้อเราไม่พร้อมกับการตัดปากเลย

โอเค นี่คือภาพรอยยิ้มก่อนทำนะคะ คือเราทำใจไม่กลับไปดูภาพพวกนี้ถ้าทำได้ เพราะมันสวยกว่าตอนนี้ สมัยก่อนเราชอบถ่ายรูป ยิ้มหวานเกือบทุกรูปค่ะ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ยิ้มก็ไม่ได้ ยิ้มแล้วน่ากลัว มีคนถามเราว่าทำไมไม่ยิ้มเราจะยิ้มได้ไง ในเมื่อมันไม่สวยจากคนร่าเริงยิ้มง่าย กลายเป็นคนยิ้มยาก คนหน้าดุไปเลยค่ะ

เราเสียใจมากกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเรา ปากมันไม่ใช่จมูกตัดแล้วคือตัดเลยไม่รู้ที่ไหนจะรับแก้บ้าง แต่ไม่กลับไปที่เดิมอีกแน่นอน เพราะเราออกมาหลังจากตัดไหมก็ไม่ได้กลับไปอีกเลยค่ะ

โอเคต่อไปมาดูปัจจุบันของเรานะคะ เราแทบจะไม่มีภาพยิ้มเลยนะ เพราะไม่อยากถ่ายตอนยิ้ม ภาพตอนยิ้มคือน่าเกลียดมากๆ ส่วนมากมีแต่ภาพที่ไม่ยิ้มเพราะมั่นใจกว่า แต่อยากยิ้มนะคะ แต่ไม่ยิ้มจะดีกว่า

รูปแซ็ทนี้คือผ่านมาไม่กี่อาทิตย์นี่เองค่ะ เห็นไหมคะ เราถ่ายและยิ้มไม่เห็นฟันเลยสักรูป รูปปากก็เปลี่ยนไปอย่างที่เราบอกคือเห็นเหงือกถ้ายิ้ม และมันดูตึงไปหมด นี่ขนาดผ่านมาจะปีหนึ่งแล้วนะคะ แต่นี่คือดีขึ้นกว่าช่วงแรกนะคะ แรกๆ นี่ยิ้มไม่ได้เลย อ้าปากได้พอให้ช้อนข้าวเข้าปาก

และล่างนี้คือล่าสุดจริงๆ ค่ะ เมื่อวานนี้เอง ปากเริ่มนิ่มขึ้น แต่ก็ยังตึงเวลายิ้ม เวลาไม่ยิ้มก็โอเคค่ะชอบ แต่เวลายิ้มนี่ไม่สวยและตึงมาก ปากก็แคบมากๆ ค่ะ

เห็นไหมคะ ภาพเปรียบเทียบ บนคือทำแล้วล่าสุดเวลายิ้ม ปากไม่เป็นธรรมชาติเลยค่ะ ตึงมากๆ ไม่ชอบเลย

โอเคเราโพสต์คืออยากจะเตือนใจนะคะว่าถ้าทำแล้วแย่กว่าเดิมเราจะไม่ทำ ถ้าหากเราเลือกได้ย้อนเวลาได้เราจะไม่ทำปากเลยค่ะ

จบเรื่องปากนนะคะ มาเรื่องฟันบ้าง คือเมื่อวานเราไปคลีนิคทำฟันเพราะฟันซี่หน้าเราเสียที่เคยอุดมันหลุดเพราะอุดหลายปีแล้วและอยากจัดฟัน เพราะฟันล่างของเราเก ค่ะ เราไปหาหมอฟันเช็คปากที่คลีนิคประจำค่ะ ปกติเราจะเข้าไปทุกหกเดือน แต่พอเราทำปากเราไม่ได้เข้าไปเลยค่ะ เกือบปีแล้วและที่สำคัญคือไม่กล้าไป

เพราะว่าเราทดลองอ้าปากแล้วมันอ้าได้ไม่มาก 60% จาก 100% ของก่อนทำปากอ่ะค่ะ อยากจะถ่ายรูปตอนอ้าปากให้ดูแต่ไม่สะดวกตอนนี้เดี๋ยวเอาไว้ก่อนนะคะ

เวลาอ้าปากเหมือนมันตึงปากบนและตึงตรงขอบปากทั้งสองข้างรู้สึกเหมือน ต้องไปตัดขอบปากให้ยาวกว่านี้อ่ะค่ะ ไม่รู้จะทำได้ไหม กลัวการทำปากไปเลยค่ะ

โอเคทีนี้เราทนไม่ไหวแล้วอย่างน้อยขูดหินปูนก็ยังดี เมื่อวานเข้าไปคลีนิคพี่ที่คลีนิคทักว่าหน้าเปลี่ยนไป เราก็บอกว่าทำปากมา พี่เขาทำท่าตกใจแล้วถามว่าทำมานานยังเราบอกว่าทำมาเกือบจะครบปีแล้ว

ตอนนั้นคือรู้ตัวค่ะว่าจะอ้าปากไม่ได้กว้าง ลองอ้าจนถึงขีดสุดด้วยตัวเองก็ได้ไม่มาก รู้สึกเหมือนตึงและปากจะฉีก แต่เหมือนไม่กว้างนะ แต่รู้สึกเหมือนจะฉีกค่ะ

เข้าไปพบหมอฟันตื่นเต้นมากๆ เข้าไปหมอถามว่าหายไปนานเลยเราเลยบอกว่าไปทำปากมาค่ะ หมอก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้วให้เราขึ้นนอนเป็นเตียงแล้วให้อ้าปาก

เท่านั้นล่ะอ้าไม่ได้กว้างหมอดูไม่ถนัดและไม่เวิร์คเลยค่ะ โดนหมอด่าเลย มันอ้าไม่ได้ ใส่เครื่องถ่างถ่างได้นิดเดียว เหมือนปากเด็กอนุบาลอารมณ์นั้น แต่ฟันใหญ่อ่ะ คือเข้าใจเปล่า เด็กปากเล็กฟันเล็กมันสมส่วน แต่เราปากเล็ก ฟันใหญ่ อ้ากว้างไม่ได้

ร้องตลอดว่าเหมือนปากจะฉีก หมอก็กลัวปากเราจะฉีกจริงๆ ค่ะเพราะมันตึง หมอถามว่าทำไมตึงอย่างนี้ คือเป็นไตที่ปากมันจะหายหมดแล้วนะคะ ปากนิ่มแล้วแต่เวลายิ้มเหมือนมันตึง

เหมือนเราลองดึงหนังยางที่แข็งๆ อ่ะค่ะ อยากจะดึงให้กว้างแต่มันตึงและดึงไม่ได้ เศร้า หมอดูผ่านๆ เรามีฟันกรามผุด้านในสุดและต้องอุด แต่เราอ้าปากกว้างไม่ได้ มันลำบากมากๆ ค่ะ

แต่หมอก็ใจดีอยู่นะ ยังให้พี่ผู้ช่วยใช้วิธีเปิดปากทีละข้าง อารมณ์เหมือนกับเราเอานิ้วเข้าไปในปาก แล้วเอานิ้วชิดขอบปากด้านใดด้านหนึ่งแล้วดึงริมปากออกให้กว่าที่สุด แล้วทำ แต่คือมันลำบากมากจริงๆ มันลำบากมากกับการทำฟัน โชคดีที่หมอเรารู้จักไม่งั้นหมออื่นคงไล่เราไปทำให้ปากกว้างๆ ก่อนแน่ๆ ค่ะ

แต่ทำได้นะ แต่ลำบากทั้งหมอทั้งเราบอกเลยค่ะ สบายแค่ตอนทำฟันหน้าแค่นั้นทำแบบไม่ต้องอ้าปากค่ะ แค่ดึงปากบนขึ้น เห็นไหมปัญหาไม่จบ หมอถามเราเลยว่าไปกรีดปากด้านมุมปากให้กว้างได้ไหม มันไม่โอเคสำหรับหมอเลยและเราด้วย

คือทำไงดี เราจะทำไงดีคะ ขอคำแนะนำด้วย คือมันเป็นไปได้ไหมคะสำหรับปากเรา ที่จะไปให้หมอกรีดขอบปากให้กว้างเหมือนเดิม ใครมีประสบการณ์เหมือนเราและกำลังเป็นอยู่เรามาทำกลุ่มไลน์กันไหม หรือมีหมอที่ไหนแนะนำช่วยเราทีค่ะ

ตอนนี้เหมือนตกนรกทั้งเป็นค่ะ ยิ้มไม่ได้ ทำฟันไม่ได้เพราะอ้าปากลำบาก จัดฟันไม่ได้ คือมันเป็นผลกระทบมากๆ ค่ะ ขอบคุณนะคะที่อ่านมาถึงตรงนี้ หลังจากนี้เราจะลองหาหมอศัลยกรรมใหม่แล้วค่ะ ใครมีแนะนำบ้าง ขอแค่ทำให้อ้าปากได้กว้างกว่าเดิมแค่นั้นค่ะ

ติ่ง “ฮั่น-แกงส้ม” กรี๊ดรัวๆ ซีเล็ค ทูน่าพาชิมเมนูฝีมือซุปตาร์หนุ่ม

ติ่ง “ฮั่น-แกงส้ม” กรี๊ดรัวๆ ซีเล็ค ทูน่าพาชิมเมนูฝีมือซุปตาร์หนุ่ม

ติ่ง “ฮั่น-แกงส้ม” กรี๊ดรัวๆ ซีเล็ค ทูน่าพาชิมเมนูฝีมือซุปตาร์หนุ่ม

ติ่ง “ฮั่น-แกงส้ม” กรี๊ดรัวๆ ซีเล็ค ทูน่าพาชิมเมนูฝีมือซุปตาร์หนุ่ม!!!

ทำเอาติ่งฟินกระจาย เมื่อ 2 หนุ่มขาแดนซ์แห่งบ้านเดอะสตาร์ ฮั่น อิสริยะ และ แกงส้ม ธนทัต จัดเต็มอวดเมนูเด็ดจาก ซีเล็ค ทูน่า โชว์ลีลาปรุงอาหาร แบทเทิลใส่กันรัวๆ ในงาน SEAECT Tuna Creations ซีเล็ค ทูน่า เปิดเวทีสร้างสรรค์เมนูอร่อย มีประโยชน์ เพื่อสุขภาพดีอร่อยได้ทุกวัน โดยมีเชฟกระทะเหล็กแห่งประเทศไทยและเชฟมือหนึ่งจากไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป มาประกบตัวต่อตัว ทุกขั้นตอน จนติ่งลุ้นกันตัวโก่งว่าเมนูใครจะโดนใจกรรมการมากกว่ากัน ณ ลานเซ็นทรัลคอร์ท เซ็นทรัลเวิล์ด เมื่อวันศุกร์ที่ 1กรกฎาคมที่ผ่านมา

งานนี้ บอสใหญ่ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย ยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ สุภัทรา คูรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธีร์ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้บริหารและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “ซีเล็ค” เปิดครัวให้สองหนุ่มฮอตจัดเต็มความอร่อย ควงเชฟมืออาชีพร่วมสร้างสรรค์เมนูจากปลาทูน่า

โดยหนุ่มฮั่นชวน เชฟหน่อย-ธรรมศักดิ์ ชูทอง ดีกรีเชฟกระทะเหล็กประเทศไทย จัดเต็มความอร่อย 2 เมนูรสชาติแซบถูกปากคนไทย ใน ยำปลาทูน่าทาโก้ และ ทูน่าแกงกรอบเขียวหวาน ที่เด็ดตรงมูสรสเข้มข้น จนคณะกรรมการต้องยกนิ้วให้!!!

ด้านหนุ่มแกงส้ม ก็ไม่น้อยหน้าควง เชฟสก็อต โซล่า จากไทย ยูเนี่ยน กรุ๊ป ครีเอทไอเดีย 2 เมนูสุดหรู ทั้งดูดีและอร่อย ใน อะโวคาโดทูน่าไบท์ และ ทูน่ากรอบบรูสเก็ตต้า รสชาติกลมกล่อมไม่มีที่ติ แม้สองหนุ่มจะออกตัวเอี๊ยดดด.. ว่าไม่ถนัดเรื่องเข้าครัวเอาซะเลย…

แต่งานนี้ ก็ตั้งใจมาโชว์ความอร่อยเต็มเหนี่ยว..จนคณะกรรมการ ตัดใจไม่ลง ส่งผลให้คะแนนนำลิ่วมาเท่าๆ กัน เลยเสมอไปอย่างเป็นเอกฉันท์ ถูกใจติ่งคู่จิ้น ที่ลุ้นหัวใจแทบหยุดเต้น

เมื่อโล่งอกกันแล้ว ทั้งฮั่นและแกงส้ม ก็เปิดมินิคอนเสิร์ต ฟีจเจอร์ริ่งกันมันส์หยด กรี๊ดรัวๆ ตั้งแต่เพลงแรก คุณและคุณเท่านั้น จนเพลงสุดท้าย คืนนี้อยากได้กี่ครั้ง ฟินจิ้นแซบซ่า!!! มาเต็มทุกลีลาเลยนะพ่อคุณ

แอน อลิชา ผ่าคลอด “น้องริชา” แล้ว น่ารักน่าชังมากๆ

แอน อลิชา ผ่าคลอด "น้องริชา" แล้ว น่ารักน่าชังมากๆ

13561891_548913381977888_605046129_n_146846846713649317_540753062716620_394542742_n_146846846913652222_1029695290432480_1812060225_n_146846847013658554_1194325617255061_1393158642_n_146846847013715280_1586569738303743_459865770_n_146846847113734266_1810902422472581_1901962908_n_146846847213739446_1564708227158420_1461640397_n_1468468472

แอน อลิชา ผ่าคลอด “น้องริชา” แล้ว น่ารักน่าชังมากๆ

ด้วยความตั้งใจของคุณแม่ แอน อลิชา ว่าจะคลอดลูกสาวเองแบบธรรมชาติ แต่ “น้องริชา” ก็ไม่ยอมออกมาเจอหน้าสักที และตอนนี้อายุครรภ์ก็นานกว่า 40 สัปดาห์แล้ว ในที่สุดแอนก็ตัดสินใจผ่าท้อง เพื่อความปลอดภัยของลูก ถึงแม้ว่าแอนจะกลัวมากก็ตาม และได้สามี “ภูริ หิรัญพฤกษ์” เป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ ตลอด

และสิ้นสุดการรอคอย เมื่อเช้าวันที่ (14 ก.ค.) แอนภูริ ได้เห็นหน้าลูกสาวตัวน้อยเป็นครั้งแรก น้องริชาออกมาลิมตาดูโลกแล้ว และหน้าตาก็จิ้มลิ้ม น่ารักน่าชังมากๆ ด้วย ท่ามกลางความดีใจของพ่อภูริ แม่แอน ที่เตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมแล้ว

ดีใจกับแอนแลภูริด้วยนะคะ เพราะคู่นี้เค้าอยากมีลูกมานานแล้วค่ะ
รูปภาพจากอินสตาแกรม @ topnathasedh,@puri99,@ann_laisuthruklai

เด็บบี้ ควงแฟนหนุ่ม เดวิด เผยเส้นทางรัก วิวาห์ตุลาคมนี้

เด็บบี้ ควงแฟนหนุ่ม เดวิด เผยเส้นทางรัก วิวาห์ตุลาคมนี้

4_14683930448_1468393051

เด็บบี้ ควงแฟนหนุ่ม เดวิด เผยเส้นทางรัก วิวาห์ตุลาคมนี้

“เด็บบี้ บาซู” ควงแขนหวานใจชาวอเมริกัน “เดวิด” สวีทผ่านสื่อ พร้อมเผยเส้นทางรักของคนที่ใช่ ก่อนตัดสินใจลั่นระฆังวิวาห์แบบเรียบง่ายเดือนตุลาคมนี้

อดีตนักร้องสาวชื่อดัง “เด็บบี้ เดบาร่าห์ ซี” หรือ “เด็บบี้ บาซู” ถือโอกาสดีควง “เดวิด” แฟนหนุ่มชาวอเมริกา ที่ใช้เวลาคบหาดูใจดันมานานกว่า 1 ปี ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดใจผ่านสื่อเป็นครั้งแรกถึงแผนวิวาห์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมนี้

โดยทั้งคู่เผยว่าจริงๆ ได้มีการหมั้นหมายกันตั้งแต่ 6 เดือนแรกที่คบกันแล้ว เนื่องจากรู้สึกได้ว่ามีไลฟ์สไตล์และความคิดเห็นหลายอย่างตรงกัน ส่วนแพลนมีทายาทจากนี้ก็อาจจะเริ่มเดินหน้าทันที เนื่องจากตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็พร้อมด้วยกันทั้งคู่…

วันนี้ควงกันมาพูดอย่างเป็นทางการเรื่องแผนแต่งงาน ?
เด็บบี้ – เราตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าจะแต่งงานกันช่วงเดือนตุลาคมค่ะ คือเราคบกันมาได้ปีกว่าๆ จำได้ว่าตอนนั้นเราเจอกันที่ไทยช่วงวันเกิดเขาพอดีเพราะเขาทำงานที่ประเทศไทยในตอนนั้น นาทีแรกที่เห็นเขาบอกว่าเด็บบี้คือรักแรกพบ และก็มาคุยกับเพื่อนเด็บบี้บอกว่าอยากรู้จัก ถามว่า 1 ปีที่คบกันเร็วไปไหม มันก็อาจจะเร็วในเรื่องของเวลา แต่เราก็มองว่าต่างคนต่างก็คือคนที่ใช่ของกันและกันแล้ว

นาทีแรกที่พบเด็บบี้เรารู้สึกยังไงบ้าง ?
เดวิด – นาทีแรกที่พบเธอผมรู้สึกว่าเป็นนาทีที่พิเศษ เพราะผมได้เจอคนที่พิเศษ อีกอย่างผมอยากดูแลเขาด้วย

งานแต่งงานตั้งใจจะจัดแบบไหน ?
เด็บบี้ – งานแต่งของเราจะจัดที่อเมริกา แต่ที่ไทยคงไม่ได้จัดงาน และเราก็ตั้งใจว่าจดทะเบียนที่นั่นเลย ส่วนงานก็จะเป็นงานเล็กๆ มีญาติสนิทเดินทางไปร่วมงาน ส่วนเพื่อนในวงการก็คงต้องดูความสะดวกของแต่ละคนก่อน ถามว่าความคืบหน้าของงานตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว จริงๆ ยังไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรเลยค่ะ มีแค่เจ้าบ่าวอย่างเดียว (หัวเราะ)

สำหรับเรื่องลูกตอนนี้เห็นว่าพร้อมมีแล้วทั้งคู่ ?
เด็บบี้ – สำหรับลูกเราสองคนอยากมีลูกเลย เพราะเรารู้สึกว่าเราพร้อมแล้ว ส่วนแฟนเด็บบี้เองเขาก็อยากมีแล้วเหมือนกัน

  ช่วงที่เขาเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานบรรยากาศเป็นยังไงบ้าง ?

เด็บบี้ – ตอนขอแต่งงานเซอร์ไพรส์มาก เขาบินมาเซอร์ไพรส์เลย คือเด็บบี้ไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะขอแต่งงาน เพราะเราเคยคุยกันแค่ว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันเฉยๆ แถมวันนั้นก็ถูกเพื่อนหลอกให้ขึ้นไปบนดาดฟ้าคอนโดก่อนไปทานข้าวโดยอ้างว่าอยากดูวิว และพอขึ้นไปได้สักพักก็มีเสียงดนตรีโผล่ขึ้นมา เราก็มองหานะและสุดท้ายก็เจอเขาโผล่มาพร้อมกีต้าร์ ร้องเพลง Forever And Ever Amen
ให้ จากนั้นก็คุกเข่าขอแต่งงาน (ยิ้ม)

เพราะอะไรเราถึงคิดว่าต้องเป็นคนนี้แล้วล่ะที่จะเริ่มต้นชีวิตคู่ไปด้วยกัน ?
เดวิด – เขาคือคนที่พิเศษสำหรับผม และเขาก็คือคนที่ดูแลผมได้ดีมาก ส่วนสาเหตุที่ผมขอเธอแต่งงานก็เพราะผมอยากให้เราสนุกและก็มีความทรงจำดีๆ ร่วมกันครับ (ยิ้ม)

เด็บบี้ – สำหรับเด็บบี้เขาคือผู้ชายที่อบอุ่นและเขาก็คือผู้ชายที่เข้าใจเราค่ะ

สินสอดกับแหวนที่เขามอบให้พอจะบอกมูลค่าได้ไหม ?
เด็บบี้ – แหวนที่มอบให้จริงๆ แล้วก็เป็นแหวนเพชรปกติ แต่ตัววงเขาเป็นคนดีไซน์ออกแบบด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องสินสอดไม่ได้มีการพูดคุยกันในส่วนนี้เลยนะคะ พ่อแม่เด็บบี้ขอแค่ให้เขารักและก็ดูแลให้ดีก็พอแล้ว อยู่กันด้วยใจล้วนๆ เลย

งานในวงการจากนี้จะต้องลดลงหรือยังไง ?
เด็บบี้ – เรื่องงานของเราสองคนตอนนี้จริงๆ เราสองคนก็อยู่กันที่นั่นกันตลอดอยู่แล้ว แต่ถ้าเด็บบี้มีงานถ่ายละครที่ไทยก็บินกลับมาถ่ายตามคิวที่วางไว้ค่ะ ส่วนในอนาคตจะทิ้งวงการไปเลยไหม อันนี้ก็คงต้องดูเรื่องความสะดวกก่อนหากมีน้องการบินไปบินกลับก็อาจจะลำบาก

มีคำสัญญามอบให้แก่กันหรือเปล่า ?
เด็บบี้ – สัญญาระหว่างเราคือจะมีความสื่อสัตย์ให้แก่กัน บอกความจริงกันตลอดเวลา และก็จะไม่ปิดบังกันและกันค่ะ

Off The Shoulder ใส่เสื้อปาดไหล่ยังไงให้ป๊อป!

Off The Shoulder ใส่เสื้อปาดไหล่ยังไงให้ป๊อป!

Off The Shoulder ใส่เสื้อปาดไหล่ยังไงให้ป๊อป!

อัพเดทเทรนด์กันหน่อย ในช่วงนี้เทรนด์ที่กำลังมาแรงแซงโค้งแฟชั่นไอเท็มอื่นๆเลยก็คือ.. “Off the Shoulder”  เสื้อปาดไหล่ เผยความเซ็กซี่ด้วยการโชว์ช่วงต้นคอและแผ่นหลังเบาๆ แต่เสื้อแบบนี้มีข้อดีที่ช่วยอำพรางต้นแขนได้   สามารถนำเสื้อมา Mix n’ Match ครีเอทออกมาได้หลายลุค

แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าครีเอทลุคออกมาแล้วจะเป็นยังไงบ้าง ChicMinistry เลยนำการ Mix n’ Match เสื้อปาดไหล่กับไอเท็มแบบต่างๆมาให้ดูกัน และอีกหนึ่งแอ็คเซสเซอรี่ที่แมตช์กับเสื้อปาดไหล่ได้เวิร์คสุดๆ นั่นก็คือ “Choker”  เพื่อเพิ่มความคูล ชิค เก๋เข้าไปอีก

Off The Shoulder X Long Trousers

Off The Shoulder X Shot Pants

image2

Off The Shoulder X Skirt

image3

ความดังเปลี่ยนนิสัย! “ออม บลูเบอร์รี่” ชีวิตเกือบพังเพราะความเหลิง

ความดังเปลี่ยนนิสัย! "ออม บลูเบอร์รี่" ชีวิตเกือบพังเพราะความเหลิง

ความดังเปลี่ยนนิสัย! “ออม บลูเบอร์รี่” ชีวิตเกือบพังเพราะความเหลิง

บ่อยครั้งที่คนในวงการบันเทิงออกมาสะท้อนการใช้ชีวิตในทางที่ผิดด้วยการหลงเหลิงไปกับชื่อเสียงเงินทอง “ออม บลูเบอร์รี่” อดีตสมาชิกวง “บลูเบอร์รี่” ที่เคยโด่งดังกับผลงานเพลง “ชิมิ” และปัจจุบันกำลังมีซิงเกิ้ล “อกสั่น” ได้มีโอกาสมาเปิดใจเรื่องราวชีวิตของตนเองในช่วงเวลาที่เคยรุ่งเรืองแต่ปัจจุบันเมื่อชื่อเสียงร่วงโรยลงแล้วนั้นจึงทำให้ตนเข้าใจชีวิตที่เคยผิดพลาดเพราะความเหลิงในตัวเอง

“ช่วงเวลา 4 ปีที่บลูเบอร์รี่โด่งดังเราหลงกับชื่อเสียงเรา จะทำอะไรก็ได้เราจะเลือกใครมาทำงานกับเราก็ได้ ฉันไม่เอาไม่ไปงานนี้แต่ก่อนได้ค่าตัวห้าหกพันก็ไป เราหลงหน้าตาตัวเอง แต่เมื่อวันที่กราฟชีวิตวันลง เรารู้สึกได้ว่าพลาดมากเรามั่นใจเกินไปกับคำว่าชื่อเสียงและเงินทองและการเยินยอที่ผ่านมาเข้ามาในชีวิต”

คำตอบที่ออกจากปากของ “ออม บลูเบอร์นี่” เมื่อสิ้นการยิงคำถามแบบตรงไปตรงมาของทีมข่าวSanook News! ถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิต “ออม บลูเบอร์รี่” ในวันที่เคยมีชื่อเสียงเงินทองแต่ปัจจุบันผลงานกับไม่เปรี้ยงปังงานที่เคยถูกจ้างก็ลดน้อยลงจนต้องผันตัวมาทำธุรกิจเลี้ยงตัวเองเธอเล่าว่า

“ตอนนั้นชีวิตมันเป็นอะไรที่เกินคาดมาก พอตอนที่เพลงชิมิชิมิออกมาทุกสถานีให้รับการตอบรับดีมากได้อันดับหนึ่งตลอด ได้รางวัลได้ตลอด และเราเองเราก็เป็นเด็กที่เรียนจบมาปุ๊บเข้ามาเป็นศิลปินเลย การใช้ชีวิตตอนนั้นคือสุดๆ แฮปปี้มีความสุขทุกคนรู้จักเรา แต่ก็มีอยู่ช่วงเวลาที่พวกเราเหลิงนะ เช่น การใช้เงินทอง การใช้ชีวิตทุกอย่าง งานนั้นงานนี้ไม่เอาเหมือนเลือกได้ ก็มีหลายๆ คนก็เตือนเรา มันเป็นช่วงของคนที่กำลังพีค เราเพิ่งจะมารู้สึกตัวตอนที่เราโตขึ้นว่าที่ผ่านมาเราไม่น่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ไปเลย”

“วัฏจักรความเหลิง” คนดังหนีไม่พ้น

เมื่อถามถึงปัจจัย “ความเหลิง” ที่เปรียบเสมือนโรคฮิตคนบันเทิงที่มักจะพบประสบให้เห็นบ่อยครั้งเมื่อชีวิตสัมผัสความดังเธอเผยว่าเงินทองที่ได้มาง่ายคือความหอมหวานที่ชวนหลงใหล

“ส่วนตัวออมคิดว่าเป็นการการถูกสปอยการเทคแคร์เอาใจมากๆ จนนำไปสู่ความเหลิง ออมเหลิงทั้งการใช้ชีวิต เหลิงในชื่อเสียงของเรา เหลิงการใช้เงิน เหลิงและหลงตัวเอง พูดตรงๆ เลย การใช้เงินได้เงินทุกวัน ช้อปวันเป็นแสน ช้อปแบรนด์เนมกันทั้งวงเป็นกันทั้งวงไม่ได้คิดถึงอนาคตเพราะเงินมันเหลือเฟือมันดูหอมหวานจนเราหลงไปกับมัน แต่โชคดีตัวออมเองมีคุณพ่อเขารู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไงเขาบังคับเพราะตอนแรกออมจะซื้อรถสปอร์ต จะเอา พ่อบอกว่าให้หยุด รถสปอร์ตมันไม่ใช่ทุกสิ่งเอาเงินมาคือออมก็ตกใจว่าทำไมพ่อต้องเอาเงินเพราะพ่อก็เป็นข้าราชการเงินเดือนท่านก็สูงพ่อบอกว่าเอาเงินนั้นไปซื้อที่ดินไว้ออม”

ชื่อเสียงความดัง” เปลี่ยนนิสัย

สำหรับออมเป็นคนไม่แอ๊บแบ๊วนะ พูดอะไรก็พูดตรงๆ เป็นอุทาหรณ์ให้กับคน เราจะไม่พูดถึงเพื่อนๆ จะพูดถึงแค่ตัวเรา พอเราก็รู้สึกหลงกับชื่อเสียงเราเราหลงกับว่าเราดัง มันจะเปลี่ยนความคิดตัวเราแบบว่าดังแล้วจะทำอะไรก็ได้จะเลือกอะไรก็ได้ เราจะเลือกใครมาทำงานก็ได้ ฉันไม่เอางานนั้นงานนี้ งานนี้ไม่โอเคแต่ก่อนได้หมด ได้หมดห้าหกพันก็ไปแล้วเรามันจะหลงหน้าตาตัวเองทุกคนชมเราสวยจังเลยอย่าง มันเหมือนตาบอดลืมไปเลยตัวเองไปเลยจริงๆ”

และในขณะที่เธอกำลังหลงระเริงกับชื่อเสียงเงินทองที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตตัวเองนั้น “ออม บลูเบอร์รี่” เล่าว่าเธอไม่เคยคิดไปถึงจุดอิ่มตัวของชื่อเสียงตัวเองเมื่อวันนั้นมาถึงก็ทำให้ตนเองเกือบจะตั้งรับไม่ทัน

“เห็นได้ชัดเลยคือเรื่องงานเมื่อก่อนงานมีสามสิบวัน วันละสองถึงสามคิว พอเศรษฐกิจมันเริ่มเปลี่ยนชื่อเสียงเรามันเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มคิดละจากสามสิบงานเหลือ 20 งาน เหลือสิบงาน แล้วพอเศรษฐกิจไม่ดีเข้าไปอีกเหลือห้างานจากสามสิบงานต่อเดือนเหลือห้างานมันเปลี่ยนไปเยอะมาก แล้วคลื่นลูกใหม่ก็เข้ามา แต่ตอนคลื่นลูกใหม่ที่ตีเข้ามาตอนที่เราดังมาก คลื่นลูกใหม่เราก็ไม่กลัวไม่กลัวใครเลย เพราะเราคิดว่าเราเป็นที่ทุกคนต้องการ พอผ่านไปซักพักใครมาทักโชว์เราต้องปรับซิโชว์เราเปลี่ยนให้มันแกรนด์ขึ้นมั้ย เราก็ไม่เอาไม่เห็นว่าสำคัญเลย ซึ่งพอมานั่งย้อนมองวันที่กราฟมันลงเราพลาดมากเรามั่นใจเกินไปกับคำว่าชื่อเสียงและเงินทองมากเกินไป”

ตั้งสติยอมรับ “ความเปลี่ยนแปลง”

“วงบลูเบอร์รี่ตอนนั้นเป็นจุดที่เปลี่ยนแบบเปลี่ยนจริงๆ พี่โบว์ก็มีน้องด้วยก็ออกไปค่อนข้างชัดเจน สื่อทุกสื่อประโคมข่าว แต่เจ้าภาพงานตามต่างจังหวัดเขาไม่รู้ว่าพี่โบว์ออกไปแล้ว เขาคิดว่ายังเหลือสามคน บางงานก็ถาม ทำไมมาสองคนจ้างมาสามคน เราเริ่มรู้สึกต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว พอเศรษฐกิจเริ่มแย่ลง ชื่อเสียงของเราก็กำลังจะดาวน์ลง เริ่มรู้สึกว่าเราจะใช้เงินแบบเดิมไม่ได้ดีที่ออมเป็นคนที่รู้ตัวเร็ว และโชคดีที่พ่อกับแม่ออมเป็นครูเขาจะเป็นคนที่สอนเพื่อให้เราตั้งสติ เพราะแม่บอกว่าคำเยินยอไม่ได้ทำให้เราประสบความสำเร็จคำเยินยอมีแต่จะทำให้ลูกแย่ลงๆ”

หลังจากทำใจยอมรับกับชื่อเสียงและรายได้ที่ไม่ได้มีเข้ามาเหมือนดังเดิม คำสอนของแม่ที่สอนให้รู้จักหางานทำเพิ่มทำให้ “ออม บลูเบอร์รี่” ฉุดคิดและหันไปศึกษาต่อปริญญาโทพร้อมทำธุรกิจความสวยความงามที่ตนชอบเป็นทุนเดิม

“แม่พูดว่าต้องทำอะไรซักอย่างแม่บอกให้หางานทำเพิ่มทำอะไรก็ได้ แต่ตอนนั้นมันก็มีงานอยู่เรายังคิดว่าไม่จำเป็นนะแม่ตอนนี้ออมก็ยังทำงานอยู่ แม่บอกว่าก็ดูแล้วกันว่าสิบวันที่เหลือมันจะเป็นสิบวันที่ทำงานและยี่สิบวันที่ว่างและจะเหลือแค่ไม่กี่งานต่อเดือน ออมก็เลยตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโท ถ้าสมมติว่าเพลงมันไปต่อไม่ได้เราจะไปทางไหน และในระหว่างที่เรียน ก็เริ่มทำธุรกิจมาได้ปีกว่าล้มลุกคุกคลานสุดท้ายพอมันกลายเป็นความชอบความคิดที่ว่าความอยากเป็นศิลปินก็ลดลงเรากลายเป็นอยากเป็นคนธรรมดาไม่ต้องมาแข่งกับกระแสเพื่อหาจุดยืนให้ตัวเอง”

หยุดหลอกตัวเองคือการ “ยอมรับความจริง”

“เราต้องทำใจ เราอยู่ในจุดที่ดาวน์ลงแล้ว จะขึ้นไปสุดอีกมันไม่ใช่เรื่องง่ายและมันเป็นเรื่องยากมาก โอกาสมันแทบน้อยมาก สิ่งที่ต้องทำคือการยอมรับความจริง ต้องไม่หลอกตัวเองและต้องไม่หลงตัวเองอีกแล้วเราไม่ใช่คนดังแล้ว ทุกวันนี้เรากำลังจะก้าวเป็นคนปกติอย่าเหยียบหัวใคร เพราะคนนั้นอาจจะเป็นคนที่เราต้องไหว้ในอนาคต อย่าคิดว่าตัวเองดังมากมากจนไม่ต้องง้อใคร พอคุณกลายมาเป็นคนที่ไม่ดังคุณลงจากหลังเสือแล้วมายืนบนหลังหมาคุณอาจจะต้องกราบเขาก็ได้”

“เพราะฉะนั้นสิ่งที่ออมเรียนรู้มาทั้งชีวิตก็คือทุกวันนี้กลับมาเป็นคนปกติดีที่สุดการยืนอยู่เป็นคนที่ดังมากมันเหมือนเราถูกปิดตา ยิ่งเราออกมาจากการถูกปิดตาได้เร็วเท่าไหร่มันคือกำไรชีวิตมากกว่า ออมพูดได้เลยว่ามันผิดการดังมากคนเยินยอมากเหมือนเป็นการฆ่าตัวเองไปเรื่อยๆ ฉะนั้นการวางตัวให้เป็นคนธรรมดาดีที่สุด มีสติยอมรับกับความจริงมากที่สุดเราต้องยอมรับว่าไม่ดังแล้วนะ เป็นแค่คนที่เคยดังมาก่อน เราเป็นคนที่เคยมีชื่อเสียง วันนี้เราอยู่ในจุดที่ไม่มีใครวิ่งเข้าหาเรา แล้วเราต้องช่วยตัวเองเราต้องทำตัวเองให้ดีที่สุด”

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนชีวิตการหลงระเริงตัวเองราคาแพงที่เราเชื่อว่าจะสะท้อนให้เห็นวัฏจักรความดังของคนบันเทิงไม่ว่าจะเป็นจะเป็น ศิลปิน นักร้อง นักแสดง ต่อให้โด่งดังและเป็นที่รักและชื่นชอบมากแค่ไหน หากให้ความเหลิงครอบงำชีวิตในวงการก็คงไม่สวยสดใสแน่นอน